nothing

ก่อนอื่น...ยินดีต้อนรับตัวเองเข้าสู่บ้านหลังใหม่

บ้านที่ข้าพเจ้าคิดว่าจะไม่โดนใคร tag (เอ่อ.. ไม่ใช่ tag แบบที่เค้าฮิตๆกันตอนนี้หรอกนะ)

ข้าพเจ้าเป็นคนชอบขีดๆเขียน... และอดไม่ได้ที่จะแสดงความคิดเห็นต่าๆงนานา

แต่...!!! เคยอึดอัดบ้างไหม ที่มีใครซักคนมาคอยติดตามเราตลอดเวลาไม่ว่าเราจะไปทำอะไรที่ไหน

ข้าพเจ้าไม่เคยเรียกร้องความเป็นส่วนตัว ไม่เคยคิดว่าจะปิดตัวเองจากใครต่อใคร ...

มันไม่แปลกหรอกหากมีใครซักคนคอยติดตามความเคลื่อนไหว แล้วก็ไม่ผิดหรอก หากแต่ไม่ใช่ทำเพื่อการจับผิด บอกตรงๆว่ามันอึดอัด(โว๊ยยยยย)

อย่าเพิ่งคิดว่าข้าพเจ้า (กรู) เนี่ย มันเป็นใคร (วะ) แท้จริงแล้วข้าพเจ้าเป็นแค่มนุษย์ธรรมดาบนโลกนี้ ไม่มีอะไรน่าสนใจและไม่ค่อยสนใจใครด้วยซ้ำไป

แต่ในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นสัตว์สังคมและกำลังก้าวเข้ามาสู่สังคมอีกแบบหนึ่ง นี่จึงเ้ป็นกติกาทางอารมณ์ของข้าพเจ้าแบบเอาแต่ใจ


จึงเรียนมาเพื่อทราบ

และ

welcome to nothing...






edit @ 2007/01/16 22:12:34

ปล. ข้าพเจ้ากำลังหัดทำ theme ที่สวยงามอยู่ ทนดู theme แบบ traditional ไปก้อเด้อค่ะ


edit @ 2007/01/18 21:02:46

เอ่อ... จะเริ่มต้นยังไงดีหนอ

วันนี้จะกล่าวถึงชีวิต(รัก)ของข้าพเจ้า

ข้าพเจ้าเป็นคนไม่มีดวงในเรื่องความรัก.. อันนี้มีบุคคลอ้างอิงทางโหราศาสตร์หรือที่เค้าเรียกกันทั่วๆไปว่าหมอดู ได้บอกเอาไว้และข้าพเจ้าพิสูจน์ได้ด้วยตนเองมาแล้ว หลายครั้งที่ข้าพเจ้าคิดจริงจังกับใครมักจะไม่ได้อะไรกลับมา... อย่ามาพูดนะว่ารักคือการให้ไม่หวังสิ่งใดตอบแทน นั่นมันเป็น ideal ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในชีวิตจริงหรอก... ไม่มีใครมีความสุขกับการดูคนที่เรารักไปมีคนอื่น หรือชื่นชมกับการแอบชอบแฟนชาวบ้าน..จริงมะ

สองสาม เอ๊ หรือสี่ห้าเดือนก่อน (ข้าพเจ้าจำไม่แม่นนัก กับเรื่องราวที่ทำให้ปวดใจ) ข้าพเจ้าได้เลิกรากับคนรักไป ด้วยเหตุผลร้อยพัน ... และทำให้ข้าพเจ้าตั้งปนิธานเอาไว้ว่าจะอยู่เป็นโสดไปซักพัก

แต่!!! เคยได้ยินคำเปรียบเทียบเรื่องความรักกับผีเสื้อมั๊ย... ว่าเวลาเราไขว่ขว้าหามันเราจะยิ่งห่างไกลออกไปทุกที อะไรเทือกนั้นแหละ... ประโยคคลาสสิกที่เป็นเรื่องจริงของข้าพเจ้า ในวันที่ไม่ต้องการจะมีความรักหรือะไรซักอย่างที่คล้ายๆกับความรัก มันกลับวิ่งเข้ามาหาจนตั้งตัวแทบไม่ติด โอ้วว มาย ก๊อดดดด !!! เรื่องมันมีอยู่ว่า...

ข้าพเจ้าและนาย B เป็นเพื่อนกันมานานนม คุยกันอยู่ทุกวันเป็นปกติวิสัย และข้าพเจ้าเองก้ไม่ได้คิดอะไรมากมายไปกว่าคำว่าเพื่อน จนกระทั่ง วันที่นาย B ได้รู้ว่าข้าพเจ้าได้ยกเลิกสัญญาพันธะผูกพันกับแฟนเป็นการถาวรแล้ว ในฐานะเพื่อนที่ไม่อยากเห็นคนอกหักเหงาอยุ่ตามลำพังจึงได้ทำการชักชวนข้าพเจ้าออกไปเที่ยวเตร่... แก้เหงาน่ะแหละนะ เมื่อวิญญาณนักเที่ยวได้สิงสู่ ข้าพเจ้าจึงออกตระเวนราตรีกับเพื่อนฝูงอีกเป็นขโยง รวมทั้งมีนาย B รวมอยู่ในนั้นด้วย เมื่อเจอกันบ่อยเข้า บ่อยเข้า เหมือนสารเคมี x เมื่อพบกับสารเคมี y บ่อยๆ จากสารเคมีที่ไม่ทำปฏิกิริยากันก้อเริ่มเกิด reaction อ่ะจึ๋ยๆๆ ข้าพเจ้าเริ่มเล็งเห็นว่านาย B รวมทั้งตัวข้าพเจ้าเองมีพันธะเคมีที่เปลี่ยนไป เริ่มโทรหากันบ่อยๆ เพิ่มอัตราการเกิดปฏิกิริยา ว่างั้น... ทุกอย่างดูไปได้ดี ชีวิตมีสีสันและความสุข ไอ่เรื่องแฟนเก่า เชี่ยๆ นั้นลืมไปได้เลย (เธอคงไม่รู้ว่าผู้หญิงที่จริงนั้นลืมง่าย...โฮะๆๆ) ปัญหาเริ่มเกิดเมื่อทั้งข้าพเจ้าและนาย B เริ่มรู้ตัวว่า "เฮ้ยยย ไอ่เราสองคนนั้นมันมากกว่าเพื่อนไปซะแล้ว" นาย B ซึ่งได้รางวัลดีเด่นสาขาเพลย์บอยเริ่มออกอาการ ข้าพเจ้านึกถึงคำพูดของหมอดูและเกจิ ต่างๆนานาขึ้นมาทันที เอาอีกแล้วกรู....

"เอ่อ.. เราอ่ะอยู่กะใครไม่ได้นานนะ"

"งือ .. แล้วไง"

"เราห่างกันซักพักจะดีกว่ามั้ย เรากลัวทำเธอเสียใจ"

"แสดดดดด ทำไมเพิ่งมาบอกว้า" (อันนี้คิดในใจ)

"อือ ไม่เป็นไร เราก้อพอรู้แหละว่าเธอเป็นยังไง (เมิงเป็นเพลย์บอยไงแล้วก้อคบใครไม่ได้นาน)"

ข้าพเจ้าเข้าใจในตัวนาย B เป็นอย่างดีเนื่องจากเป็นเพื่อนกันมาราวๆ 7-8 ปี ข้าพเจ้าจึงได้แต่ยินยอมรับความเจ็บปวดอันนั้นไป และแสร้งทำเป็นว่า ไม่เป็นไรร๊อกกก (กรูเก่ง ว่างั้น)

เวลาแห่งความสุขนั้นสั้นเหลือหลาย แต่ก้อใช้เวลาในการห่างกันซักพักอยู่ช่วงหนึ่ง เนื่องจากเราทั้งคู่ต่างอยู่ตัวคนเดียวและขี้เหงา การห่างกันซักพักมันจึงทำได้ยากพอๆกับการงดเหล้าเข้าพรรษา (หมายความว่ามันงดก้อได้ แต่ไม่งดก้อไม่มีใครว่า) หลังจากวันนั้นมาเราก้อยังเจอกันอยู่เป็นระยะๆ ... จนเวลาผ่านไปได้ซักเดือนสองเดือน ความจริงคือความจริง สัจธรรมทางโหราศาตร์ของข้าพเจ้าเริ่มชัดเจน นายB เริ่มค่อยๆหายไปจากชีวิตของข้าพเจ้า ไม่ค่อยโทรมาหาเหมือนเคย ไม่ออนไลน์ดึกๆเพื่อจะคุยกัน ดีนะที่ข้าพเจ้าได้เตรียมฟิตซ้อมหัวใจเพื่อป้องกันการบาดเจ็บมาเรียบร้อย ดังนั้นเมื่อเหตุการณ์ที่รอคอย? เกิดขึ้นข้าพเจ้าจึงทำใจได้อย่างสงบ... และปล่อยเรื่องราวระหว่างเราไปสู่สุขคติ

อาเมนนนนน


edit @ 2007/01/18 21:37:25

ข้าพเจ้าเป็นคนขี้เหงา อย่างรุนแรง อาจจะเพราะข้าพเจ้ามีความเป็นส่วนตัวสูงดังนั้นจึงโทษใครไม่ได้ หากข้าพเจ้าจะเหงาอยู่บ่อยๆ

หลายๆคนคิดว่าข้าพเจ้าเป็นนักสังคม(ที่ไม่สงเคราะห์) อันจะเห็นได้จากการปรากฏกายในยามราตรีของทุกวันศุกร์ ข้าพเจ้าไม่ได้หลงไหลได้ปลื้มกับการอยู่ท่ามกลางฝูงชน หากแต่นั่นเป็นทางออกของความเหงาที่ข้าพเจ้าเก็บมันไว้ทั้งสัปดาห์ ทุกเย็นวันศุกร์ ข้าพเจ้าไม่เคยลังเลหากญาติสนิทมิตรสหายท่านใด สนใจใคร่เชิญข้าพเจ้าไปร่วมกิจกรรมยามค่ำคืน

และด้วยเหตุและผลในข้างต้น ข้าพเจ้าจึงได้รู้จักผู้คนมากหน้าหลายตา ทั้งเพื่อนเก่า เพื่อนของเพื่อน เพื่อนของเพื่อนของเพื่อนและเพื่อนที่เอานามบัตรมายัดใส่มือข้าพเจ้ายามมึนเมา.... ใครต่อใครต่างเข้าใจ(กันเอาเอง)ว่าข้าพเจ้านั้นเพื่อนเยอะ!!! ข้าพเจ้ายอมรับถ้าหากคำว่าเพื่อนที่ใครต่อใครพูดนั้นหมายถึงคนรู้จักสักคนนึง แต่หากคำว่าเพื่อนในนิยามส่วนตัวของข้าพเจ้า ไม่ได้หมายความเช่นเดียวกัน

ที่ทำงานของข้าพเจ้ามีคนรู้จักร่วมสามสิบชีวิต หากคนที่ข้าพเจ้าเรียกได้เต็มปากเต็มคำว่าเพื่อนนั้น มีเพียงสามคนเท่านั้น ในสถาบันของข้าพเจ้า มีเพื่อนนักศึกษานับร้อยที่ข้าพเจ้ารู้จักในมหาลัย แต่มีไม่กี่คนที่ข้าพเจ้าเรียกว่าเพื่อนได้อย่างเต็มปาก ทั้งหมดหมายความว่า ข้าพเจ้านั้นไม่ได้มีเพื่อนมากมายกองอย่างที่หลายคนเข้าใจ

ข้าพเจ้าพักในคอนโดใกล้ที่ทำงานเพียงลำพัง หลายคนสงสัยว่าอยู่คนเดียวทำอะไร เหงามั๊ย เวลาอยู่ที่ห้อง บ่อยเข้าๆ ข้าพเจ้าเริ่มสงสัยว่าการอยุ่คนเดียวนี่มันยากลำบากมากหรืออย่างไร ส่วนตัวแล้วกลับมีความสุขดีเสียอีก (ถ้าไม่นับความเหงาที่มารุมเร้าทุกวี่วัน) อาจจะเป็นเพราะการอยู่ห่างจากบ้านมาเป็นเวลา 7-8 ปี ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกเฉยๆ กับการใช้ชีวิตด้วยตัวเอง ข้าพเจ้ามีเพลงให้ฟัง มีอินเตอร์เนตให้เล่น และมีการ์ตูนให้อ่าน... วันไหนเหงาจนเกินไป ข้าพเจ้าก็ชวนเพื่อนสังคนมากินข้าวมาพูดคุยตามประสาคนท่เข้าใจกันเท่านั้นเอง

"เพื่อนน่ะ ไม่ต้องมีมากก็ได้ น้อย... แต่มีคุณภาพ คือที่ข้าพเจ้าต้องการ"




edit @ 2007/01/22 22:38:50